0

การจัดการศึกษามี 3 รูปแบบ

1. การศึกษาในระบบ(Formal Education) เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน

2. การศึกษานอกระบบ(Non-formal Education) เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม การจัดการศึกษานอกระบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ การฝึกอบรมอาชีพให้แก่ราษฎร การฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นต้น

3. การศึกษาตามอัธยาศัย(Informal Education)เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ หรือ แหล่งความรู้อื่น ๆ การจัดการศึกษาตามอัธยาศัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้านห้องสมุดชุมชน จัดการสอนให้กับเด็กเร่ร่อนตามชุมชนเมืองใหญ่การอนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศูนย์คอมพิวเตอร์ท้องถิ่น ศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ เป็นต้น

การจัดการศึกษาท้องถิ่นมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วยความสามารถในการพึ่งพิงตนเองได้ทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแก้ไขปัญหาของตนเอง และการมีเอกลักษณ์และความยั่งยืนของท้องถิ่น

0

การเตรียมเด็กปฐมวัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก้าวไปสู่พลเมืองอาเซียน “เตรียมตน เตรียมคน เตรียมงาน เตรียมความพร้อมของลูกหลานคือรากฐานของการพัฒนา”คำกล่าวนี้ยังใช้ได้กับกระแสอาเซียนในขณะนี้ โดยเฉพาะการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับอาเซียนกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดบทบาทการดำเนินงาน ด้านการต่างประเทศเชิงรุก โดยเน้นการกระชับความสัมพันธ์ และการขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และในภูมิภาคเอเชีย ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านต่างๆ โดยเฉพาะกรอบความร่วมมือด้านการศึกษาและได้กำหนดนโยบายการขับเคลื่อนการศึกษาในอาเซียนสู่เป้าหมายการจัดตั้งประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยและภูมิภาค ในความร่วมมือด้านการศึกษาอาเซียน ความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยการปรับปรุงในเชิงปริมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายโอกาสทางการศึกษา การยกระดับคุณภาพการศึกษา การนำโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยี การสื่อสารเข้ามารองรับ ตลอดจนการบริหารจัดการทางการศึกษา ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เร่งพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้รู้จักวัฒนธรรม สังคม ความเป็นอยู่ของเพื่อนอีก 9 ประเทศ ที่จะสามารถก้าวสู่ประชาคมอาเซียนอย่างมั่นใจ โดยการดำเนินโครงการพัฒนาประชาคมสู่อาเซียน (Spirit of ASEAN) เพื่อรองรับการรวมกลุ่มของประเทศอาเซียน ในปี 2558

ภายใต้กระแสประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มของประเทศสมาชิกอาเซียนที่ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ โดยต้องส่งเสริมให้คนในประเทศมีความรู้ ความเข้าใจที่ดีต่อภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและเตรียมความพร้อมในการแข่งขันในตลาดเสรีที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ระบบการศึกษาของไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบรับต่อการเป็นประชาคมอาเซียน โดยเน้นปลูกฝังจิตสำนึกความเป็นเอกภาพของอาเซียนแก่เยาวชนให้เกิดความสามัคคีและร่วมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประชาคมอาเซียน

การจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย เป็นการศึกษาขั้นต้นที่มีความสำคัญยิ่ง การพัฒนาคุณภาพมนุษย์ที่ยั่งยืน และป้องกันปัญหาสังคมในระยะยาว จำเป็นต้องเริ่มพัฒนาตั้งแต่ปฐมวัย แนวคิดในการพัฒนาเด็กเพื่อให้มีพัฒนาการทุกด้านอย่างสมดุลนับตั้งแต่งปฏิสนธิจวบจนเจริญวัยจำเป็นต้องมีการตื่นตัวและผนึกกำลังกันทุกฝ่าย การพัฒนาบุคลากรในวิชาชีพทางการศึกษาปฐมวัย ให้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องสามารถประยุกต์ความรู้สู่การปฏิบัติในการส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคม วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และ ความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เกิดคุณค่าต่อตนเองและสังคม

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นสถานศึกษาที่สำคัญยิ่งต่อการสร้างรากฐานเด็กปฐมวัยสู่พลเมืองอาเซียนอย่างมีศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างตามภูมิภาคสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันสิ่งสำคัญยิ่งคือ ผู้บริหารท้องถิ่น ครูผู้ดูแลเด็ก บุคลากรทางการศึกษา ให้ความสำคัญในการรียมความพร้อมเด็กปฐมวัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสู่พลเมืองอาเซียนโดยนำพหุวัฒนธรรมที่หลากหลายวัฒนธรรมนำมาจัดกระบวนการเรียนการสอนสร้างความคุ้นเคยให้เด็กสู่อาเซียนโดยบูรณาการด้วยวิธีการดังนี้วิธีการการจัดสภาพห้องเรียนสู่พลเมืองอาเซียน ในแต่ละมุมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ โดยผ่านการเล่นสู่การเรียนรู้

0

“การจัดการศึกษาในท้องถิ่น” ว่า “อย่าจับปลาให้เขากิน จะมีกินชั่วคราว แต่จงสอนให้เขาจับปลา จะมีกินชั่วชีวา” หมายความว่า เวลาเราจะพัฒนาใคร หรือพัฒนาอะไร ต้องสอนให้เขาคิด หรือสอนให้เขาทำด้วย ไม่ใช่ให้อย่างเดียว

การศึกษา จึงมีคำตอบอยู่ที่ท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นจะมีลักษณะการจัดการการศึกษาอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของคนในท้องถิ่น ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียน หรือ อปท. แต่หมายถึงพหุสังคมทั้งหมด เช่น กลุ่มพ่อค้า ปัจเจกชนอื่นๆ ดังนั้น รากฐานของประเทศจึงมาจากท้องถิ่น ในประเทศที่เจริญมากแล้ว เขาเน้นท้องถิ่นเป็นหลัก และในโลกที่มีความเร็วและแรงที่เราเรียกว่า “โลกาภิวัตน์” ท้องถิ่น ยิ่งต้องสร้าง อัตลักษณ์ และสร้างความเข้มแข็งของตัวเองให้เกิดการพัฒนา ทำให้คนอยากจะไปดู ท้องถิ่นแต่ละแห่งจึงต้องสร้างสิ่งเหล่านี้ เพื่อหาอัตลักษณ์ หาคุณค่า หาสินค้า หาบริการ เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดได้ ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องมีงบประมาณมากมาย ยกตัวอย่างที่ นากิโซ ประเทศญี่ปุ่น หรือว่าที่กะตะกะรน ประเทศไทย ท้องถิ่นมีเงินจำกัดจะทำอย่างไรให้เกิดการพัฒนาได้ คำตอบคือใช้วิธีสหการ โดยการรวมพลังกันให้ทุกส่วนของท้องถิ่นมาร่วมคิด ร่วมทำงาน การสร้างท้องถิ่นต้องสร้างคน สร้าง New Thailand เหมือน New Korea (เกาหลีใหม่) ที่สร้างความเป็นชาตินิยม สร้างโรงเรียนผู้นำ การศึกษาไม่ยึดติดกับในระบบ แต่เป็นการศึกษานอกระบบที่สร้างคนนอกระบบโรงเรียน เป็นการศึกษาตลอดชีวิต สนใจวิชาชีพ ศึกษาแล้วต้องไปทำอาชีพได้ การสร้างคนของเกาหลีเน้นการสร้างวินัยอย่างเคร่งครัด

ดังนั้น New Thailand ต้องคิดว่า เราจะร่วมกันจัดการศึกษาท้องถิ่นเพื่อก้าวไปสู่สิ่งที่เราพูดถึงเกาหลี เยอรมัน ญี่ปุ่น ได้อย่างไร อันดับแรก ควรปฏิรูปการศึกษา โดยการเปลี่ยนทัศนคติใหม่ สร้างคนที่มีความรับผิดชอบ ใช้สิทธิเสรีภาพอยู่ในขอบเขต คนไทยขาดวินัย ทำให้เราใช้เสรีภาพเกินขอบเขต เยอรมัน เกาหลี ญี่ปุ่น เสรีภาพของเขาต้องใช้คู่กับความรับผิดชอบ แยกจากกันไม่ได้ คุณสมบัตินี้เป็นบุคลิกภาพของพลเมือง สุดท้ายฝากไว้ว่า การขาดแคลนงบประมาณไม่ใช่ประเด็นหลัก ต้องมีวิธีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ในการสร้างคนของประเทศตามที่ยกตัวอย่างข้างต้น

รัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิของชุมชนที่จะบำรุงรักษาศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยให้มีการกระจายอำนาจ ในรูปแบบของการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เป็นชุมชนประชาธิปไตย มีการพึ่งพาตัวเอง ปกครองดูแลตนเอง ผลักดันกันเอง ในสามส่วนนี้อยากให้ครูในท้องถิ่นและผู้มีส่วนร่วมในการปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยกันผลักดัน และใช้รัฐธรรมนูญให้เกิดประโยชน์กับท้องถิ่นให้มากที่สุด เรื่องการบริหารจัดการศึกษาในท้องถิ่น มีข้อคิดอยู่ว่า จะทำอย่างไรถึงจะนำคน เงิน ระบบ ไปใช้ร่วมกันให้ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนในท้องถิ่นจริงๆ ขอเสนอให้ปรับแผนโดยกำหนดให้ อปท. ร่วมกันบริหารและจัดการศึกษาในรูปสหการ คือความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน ไม่ว่าชุมชนเมืองหรือชุมชนท้องถิ่นจะต้องเกิดขึ้นจากทุกภาคส่วน

ร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นจาก อปท. ที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือครู ซึ่งเป็นผู้ผลักดันในการสร้างคน และส่วนอื่นๆ ของสังคม ที่จะเป็นตัวหล่อหลอมคนในสังคมท้องถิ่น เพราะฉะนั้น ท้องถิ่นต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ด้วยศักยภาพที่มีอยู่ และการแบ่งปันใช้ทรัพยากรร่วม เช่น อบต. เทศบาล อบจ. มีครูรวมกันเท่าไหร่ คนนี้สอนเก่ง คนนี้บริหารจัดการเก่ง ส่วนนี้มีงบประมาณ รวมทั้งคนเกษียณมีอยู่ทุกที่ มีภูมิปัญญา มีปราชญ์ชาวบ้าน เมื่อนำมารวมกันจะผลักดันให้เกิดท้องถิ่นเข้มแข็ง ลดการพึ่งพาซึ่งกันและกัน เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในสังคมประชาธิปไตยที่ว่า ชุมชนต้องเป็นชุมชนประชาธิปไตย และพึ่งพาตัวเองได้

0

การจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะพัฒนา และประกันคุณภาพได้ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน ท้องถิ่น ประเทศ ได้ คือ การให้มีกฎหมายการศึกษาของท้องถิ่น ให้มีหน่วยงานที่จะดูแลพัฒนาการศึกษาท้องถิ่นโดยตรง อย่างมีอิสระ กำหนดบทบาทหน้าที่ อปท.ในการสนับสนุน ส่งเสริมในทุกด้านต่อสถานศึกษา รวมถึงการกระจายอำนาจให้สถานศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างชัดเจน นอกจากนี้หากเสริมด้วยรูปแบบ “การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น” เป็นการจัดการศึกษาตลอดชีวิต จะช่วยให้การดำเนินการจัดการศึกษามีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีแนวทางดังนี้

1. เสริมสร้างความเข้มแข็งของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้สามารถเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษาของโรงเรียนได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดการศึกษาของโรงเรียนสามารถแก้ไขปัญหาและสนองตอบความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น

2. จัดการศึกษาในระบบ โดยการส่งเสริม สนับสนุนให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีและได้รับการพัฒนาหรือส่งเสริมฒนาการศึกษา โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเป็นเลิศตามอัจฉริยภาพของผู้เรียนแต่ละคน จนสามารถนำไปประกอบอาชีพในท้องถิ่นได้

3. จัดการศึกษานอกระบบ โดยการส่งเสริม สนับสนุนให้โรงเรียนจัดการฝึกอบรมให้ความรู้ตามความต้องการของเด็ก เยาวชนและประชาชนในท้องถิ่นเพื่อให้มีทักษะชีวิตและมีอาชีพที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในท้องถิ่นอย่างมีความสุข

4. จัดการศึกษาตามอัธยาศัย โดยการส่งเสริม สนับสนุนให้โรงเรียนจัดหาแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายตามความต้องการของเด็ก เยาวชน และประชาชนในท้องถิ่น เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้เรียนรู้ตามความต้องการและตามศักยภาพของแต่ละบุคคล จนสามารถนำไปประกอบอาชีพและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในท้องถิ่นได้อย่างมีความสุข

ท้ายสุด การปฏิรูปการศึกษาของท้องถิ่นจะตอบโจทย์สังคมได้ชัดเจน กล่าวว่า ระบบการศึกษาท้องถิ่นจะช่วยดึงผู้เรียนส่วนใหญ่ออกจากถนนการศึกษาที่แน่นขนัด ไปสู่การเรียนรู้ที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้งทำให้มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เน้นการเรียนรู้จากการทำงาน ฝึกให้ทำเป็น ฝึกความอดทน ฝึกความรับผิดชอบซึ่งจะช่วยให้ระบบการศึกษาที่เหลือก็สามารถมุ่งสู่การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการได้ง่ายขึ้น เพราะภาระการสอนจะน้อยลง จะมีทรัพยากรเพื่อการวิจัยและสร้างนักวิจัยได้มากขึ้น นั่นเอง

0

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีลักษณะหรือองค์ประกอบบางประการแตกต่างไปจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วๆไป ความแตกต่างนี้สืบเนื่องมาจากลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นนั้นๆเอง เช่น เป็นท้องถิ่นที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจมาก เป็นท้องถิ่นที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น หรือเป็นท้องถิ่นที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เป็นต้น โดยลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นนั้นทำให้การใช้รูปแบบการบริหารจัดการแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไปไม่เหมาะสม ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องมีการคิดค้นหารูปแบบการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ

กฎหมายการปกครองส่วนม้องถิ่น

ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อจัดตั้งองค์การปกครองท้องถิ่น จึงมีวัตถุประสงค์กระจายอำนาจบริหารไปสู่ท้องถิ่น โดยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับส่วนกลางในขอบเขตการกำกับดูแล นั่นคือจะไม่กำหนดให้ราชการส่วนกลางมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือคณะผู้บริหารของท้องถิ่น เพื่อให้ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการ แต่จะให้มีอำนาจในการกำกับดูแลเพื่อป้องกันมิให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของราชการส่วนท้องถิ่น และเพื่อเป็นหลักประกันแก่ราษฎรในท้องถิ่นว่าจะได้รับการบริการสาธารณะอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

เจตนารมณ์ของกฎหมายการปกครองท้องถิ่นไทย จะเห็นได้ว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยก็คือ ราชการส่วนท้องถิ่น จึงถูกจัดตั้งขึ้นบนพื้นฐานของแนวความคิดในการพัฒนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่ต้องการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น จึงถือได้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในท้องถิ่น และเป็นกลไกการปกครองที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นของตนได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้เพราะองค์กรปกครอบส่วนท้องถิ่นต้องมาจากประชาชน ดำเนินกิจการ เพื่อประชาชน และ โดยการกำกับดูแลของ ประชาชน

ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่น

1. การปกครองท้องถิ่นถือเป็นรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นสถาบันฝึกสอนการเมืองการปกครองให้แก่ประชาชน
2. การปกครองท้องถิ่นเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล
3. การปกครองท้องถิ่นจะทำให้ประชาชนรู้จักการปกครองตนเอง เพราะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดสำนึกของตนเองต่อท้องถิ่น
4. การปกครองท้องถิ่นสามารถตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นตรงเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพ
5. การปกครองท้องถิ่นจะเป็นแหล่งสร้างผู้นำทางการเมือง การบริหารของประเทศในอนาคต
6. การปกครองท้องถิ่นสอดคล้องกับแนวคิดในการพัฒนาชนบทแบบพึ่งตนเอง

Next Page »